หว่านแล้วก็นอนหลับได้ เพราะเมล็ดมันโตของมันเอง
ต่อจากตะเกียงกับถ้วยตวง พระเยซูเล่าเรื่องเมล็ดอีกสองภาพ — เมล็ดที่ชาวนาหว่านแล้วโตของมันเองทั้งที่เขาหลับ ๆ ตื่น ๆ กับเมล็ดมัสตาร์ดจิ๋ว ๆ ที่กลายเป็นพุ่มใหญ่จนนกมาอาศัย แล้วปิดท้ายด้วยการเฉลยว่าทำไมพระองค์จึงเลือกสอนเป็นอุปมา
ตอนที่แล้วผมทิ้งค้างไว้สองคำถาม ว่าพระคำที่เรารับเข้าไปแล้วมันทำงานต่ออย่างไรในใจเรา และทำไมพระเยซูถึงเลือกพูดเป็นอุปมาแทนที่จะสอนตรง ๆ พอมาอ่านช่วงต่อไปผมถึงเห็นว่าพระองค์ทรงตอบทั้งสองข้อนี้เอง ด้วยภาพเมล็ดพืชอีกสองเรื่อง เรื่องแรกคือเมล็ดที่ชาวนาหว่านแล้วมันโตของมันเองทั้งที่เขายังหลับ ๆ ตื่น ๆ อยู่ อีกเรื่องคือเมล็ดมัสตาร์ดจิ๋ว ๆ ที่กลายเป็นพุ่มใหญ่จนนกมาอาศัย แล้วปิดท้ายด้วยการเฉลยว่าทำไมพระองค์ถึงสอนเป็นอุปมา — ทั้งหมดต่อกันเป็นโซ่เส้นเดียวกับดินสี่แบบและตะเกียงกับถ้วยตวงที่เล่าไปก่อนหน้า ว่า แผ่นดินของพระเจ้าเติบโตด้วยฤทธิ์ของพระองค์เอง ไม่ใช่ด้วยแรงที่เราเค้น และมันเริ่มจากสิ่งเล็กจิ๋วที่ตาแทบมองไม่เห็น
หว่านแล้ว…ก็ปล่อยให้มันโตเอง
พระเยซูเริ่มเรื่องใหม่ด้วยภาพที่ชาวนากาลิลีทุกคนทำเป็นกิจวัตร ว่าแผ่นดินของพระเจ้าเหมือนคนที่หว่านเมล็ดลงบนดิน📖 แล้วเขาก็เข้านอนตอนกลางคืน ตื่นตอนกลางวัน วนไปวันแล้ววันเล่า ส่วนเมล็ดนั้นก็งอกและเติบโตขึ้น โดยที่เขาเองก็ไม่รู้ว่ามันโตขึ้นมาได้อย่างไร📖
ผมชอบความซื่อตรงของภาพนี้ ชาวนาทำสิ่งที่เขาทำได้ คือหว่าน แล้วเขาก็ใช้ชีวิตต่อไปตามปกติ หลับบ้างตื่นบ้าง ไม่ได้นั่งเฝ้าจ้องแปลงนาทั้งคืนเพื่อบังคับให้เมล็ดโตเร็ว ๆ เขา ทำไม่ได้ ต่างหาก และเขาก็ยอมรับตรง ๆ ว่าไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากลไกข้างในดินมันทำงานยังไง สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างที่เขาหลับ เป็นเรื่องที่อยู่นอกมือเขาโดยสิ้นเชิง
จุดที่พระองค์เน้นอยู่ในคำเดียว พระองค์บอกว่าแผ่นดินนั้นเกิดผลขึ้น เอง📖 คำเดิมคือ automatē (αὐτομάτη) แปลว่า “ด้วยตัวมันเอง / โดยไม่มีใครไปทำให้”1 เป็นคำที่ฝรั่งยืมไปเป็นรากของคำว่า automatic (อัตโนมัติ) ที่เราใช้กันทุกวันนี้ พระเยซูกำลังบอกว่าพลังชีวิตที่ทำให้เมล็ดงอกและออกรวงนั้น ไม่ได้มาจากชาวนา มันมาจากในตัวเมล็ดและในดินที่พระเจ้าทรงสร้าง — ภาพนี้อาจเล็งถึงฤทธิ์ที่ซ่อนอยู่ของพระเจ้าซึ่งทำงานเงียบ ๆ อยู่ในนั้น
แล้วพระองค์ก็ไล่ให้เห็นเป็นลำดับว่า ดินงอกออกมาเป็นต้นอ่อนก่อน แล้วจึงเป็นรวง แล้วจึงเป็นเมล็ดข้าวเต็มรวง2 พอเมล็ดสุกได้ที่ เขาก็ลงมือเกี่ยวทันที เพราะถึงฤดูเกี่ยวแล้ว📖 ภาพ “เคียว” กับ “ฤดูเกี่ยว” ในประโยคปิดนี้ หลายคนเห็นว่าสะท้อนถ้อยคำในหนังสือผู้เผยพระวจนะที่พูดถึงวันที่พระเจ้าทรงเก็บเกี่ยวโลก3 — ถ้าใช่ พระองค์กำลังบอกเป็นนัยว่าการเติบโตที่ดูเงียบ ๆ นี้มีปลายทางที่แน่นอน คือวันเก็บเกี่ยวของพระเจ้าที่จะมาถึงเอง
ตรงนี้ผมต้องระวังไม่ตีเกิน อุปมาเรื่องนี้มีเฉพาะในมาระโก และมาระโกไม่ได้เฉลยว่าใครเป็นชาวนา ใครเป็นเมล็ด เหมือนที่เขาเฉลยเรื่องดินสี่แบบ4 เพราะฉะนั้นผมจะไม่ไปจับคู่ทุกตัวละครให้เป็นใครเป็นอะไร แต่จะรับแค่ประเด็นหลักที่ภาพทั้งภาพกำลังตะโกนออกมา คือ การเติบโตเป็นงานของพระเจ้า ไม่ใช่ของเรา และภาพนี้ก็ไม่ได้แปลว่าให้เราขี้เกียจนอนรอ เพราะชาวนายัง หว่าน และยัง เกี่ยว อยู่ดี สิ่งที่อยู่นอกมือเราคือช่วงกลาง ๆ ที่เมล็ดค่อย ๆ โตในดิน นั่นแหละที่เราวางใจให้เป็นฤทธิ์ของพระองค์ได้ พอเห็นแบบนี้ผมก็เบาใจขึ้นเยอะ เพราะพระคำที่เรารับเข้าไปแล้ว มันมีชีวิตของมันเองที่จะค่อย ๆ ทำงานในใจเรา แม้ในวันที่เรารู้สึกว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
เมล็ดที่เล็กที่สุด ที่กลายเป็นที่พักของนก
เรื่องที่สองพระองค์ตั้งเป็นคำถามชวนคิดว่า จะเปรียบแผ่นดินของพระเจ้ากับอะไรดี📖 แล้วก็ทรงหยิบเมล็ดมัสตาร์ด (σίναπι) ขึ้นมา บอกว่ามันเล็กกว่าเมล็ดทั้งปวงบนแผ่นดิน📖 แต่พอหว่านลงแล้ว มันงอกขึ้นเป็นพืชที่ใหญ่กว่าผักสวนครัวทุกชนิด แตกกิ่งใหญ่จนนกในอากาศมาเกาะทำรังอาศัยใต้ร่มของมันได้📖
ตรงคำว่า “เล็กที่สุด” นี้มีคนชอบสะดุด เพราะถ้าว่ากันตามพฤกษศาสตร์จริง ๆ เมล็ดมัสตาร์ดไม่ใช่เมล็ดที่เล็กที่สุดในโลก (เมล็ดกล้วยไม้บางชนิดเล็กกว่าอีก) แล้วจะบอกว่าพระคัมภีร์ผิดไหม? ผมว่าคนที่ติดตรงนี้กำลังอ่านพลาดประเภทของถ้อยคำ พระเยซูไม่ได้กำลังบรรยายบทเรียนวิทยาศาสตร์ แต่กำลังพูดด้วยสำนวนที่คนฟังตอนนั้นเข้าใจทันที ในวัฒนธรรมยิวสมัยนั้น เมล็ดมัสตาร์ดคือภาพแทนของ “สิ่งที่เล็กจิ๋วที่สุดเท่าที่มือจะหยิบจับได้”5 เหมือนที่เราพูดภาษาไทยว่า “เล็กเท่าปลายเข็ม” เราไม่ได้หมายความว่ามันเล็กที่สุดในจักรวาลตามหลักฟิสิกส์ แค่หมายว่า “เล็กมาก ๆ จนแทบมองไม่เห็น” การอ่านให้ตรงคือรับสำนวนอย่างที่เจ้าของภาษาใช้ ไม่ใช่ลากมันไปเป็นข้อความทางวิทยาศาสตร์
อีกจุดที่ผมชอบคือ พระองค์ไม่ได้เว่อร์เกินจริง สังเกตว่ามาระโกเรียกมัสตาร์ดที่โตเต็มที่ว่าเป็นผักสวนครัว (λάχανον) ที่ใหญ่ที่สุด ไม่ได้เรียกว่าเป็น “ต้นไม้ใหญ่”6 มัสตาร์ดดำในแถบกาลิลีโตได้สูงราวสองถึงสามเมตร ถือว่าใหญ่โตมากเมื่อเทียบกับเมล็ดจุดเล็ก ๆ ที่มันงอกมา แต่ก็ยังเป็นพืชล้มลุกในสวน ไม่ใช่ต้นซีดาร์มหึมา พระองค์เลือกภาพที่พอดีกับความจริง คือเล็กจิ๋วในตอนเริ่ม แต่กลายเป็นใหญ่พอที่นกจะมาพักพิงได้
มีอีกเรื่องเล็ก ๆ ที่ผมเพิ่งมาสะดุดใจตอนอ่านเทียบหลายฉบับ คือคำว่า “มัสตาร์ด” ที่เราคุ้นหูกันทุกวันนี้ พระคัมภีร์ไทยรุ่นเก่าเคยแปลไว้ว่า “เมล็ดผักกาด” ตอนแรกผมนึกว่าคนละพืชกันเลย แต่พอไปดูจริง ๆ ถึงรู้ว่าทั้งสองคำหมายถึงพืชตระกูลเดียวกันเป๊ะ ๆ มัสตาร์ดอยู่ในตระกูลเดียวกับ ผักกาด ที่เราปลูกกินในครัวบ้านเรานี่แหละ โดยเฉพาะผักกาดเขียวที่เมล็ดของมันก็คือเมล็ดมัสตาร์ดที่เอาไปทำเครื่องเทศ พูดง่าย ๆ คือพระคัมภีร์รุ่นคุณย่าคุณยายที่แปลว่า “ผักกาด” ไม่ได้แปลพลาดเลย กลับตรงกับพืชจริงที่คนไทยรู้จักดีเสียด้วยซ้ำ7
ส่วนภาพนกมาทำรังใต้ร่มกิ่งนี้ ไม่ใช่แค่รายละเอียดสวย ๆ ในธรรมเนียมของคนยิว ภาพต้นไม้ใหญ่ที่นกทั้งหลายมาอาศัยใต้ร่ม เป็นภาพที่ผู้เผยพระวจนะเคยใช้พูดถึงอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ซึ่งแผ่ร่มให้ผู้คนมากมายมาพักพิง8 ถ้าพระเยซูจงใจยืมภาพนี้มา พระองค์ก็กำลังบอกว่าแผ่นดินของพระเจ้าที่ตอนนี้ดูเล็กกระจ้อยร่อย — มีแค่พระองค์กับสาวกไม่กี่คนในมุมเล็ก ๆ ของกาลิลี — สุดท้ายจะเติบโตจนกลายเป็นที่พักพิงของคนจากทุกชาติ ผมเก็บอันนี้ไว้เป็นนัยที่มีน้ำหนัก แต่ไม่ฟันธงเกินกว่าที่ข้อความให้ เพราะมาระโกเองไม่ได้ขยายความส่วนนี้
พอเอาสองเรื่องมาต่อกัน ผมก็เห็นข้อความเดียวชัดขึ้น ว่าอย่าดูถูกการเริ่มต้นที่ดูเล็กและเงียบ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินของพระเจ้าในโลก หรือเมล็ดพระคำเล็ก ๆ ในใจเราเองที่วันนี้ยังไม่เห็นผลอะไร ตราบใดที่มันคือเมล็ดจริงที่ถูกหว่านลงในดิน ฤทธิ์ที่อยู่ในนั้นจะทำงานของมันเองจนถึงวันเก็บเกี่ยว
ทำไมพระองค์ถึงพูดเป็นอุปมา
มาถึงตรงนี้มาระโกก็สรุปปิดช่วงทั้งหมด บอกว่าพระเยซูตรัสพระคำกับผู้คนด้วยอุปมาทำนองนี้อีกมากมาย เท่าที่พวกเขาจะรับฟังไหว📖 ประโยคเล็ก ๆ นี้แหละที่ผมว่าเป็นกุญแจ เพราะมันทำให้ผมนึกถึงเรื่องถ้วยตวงในตอนที่แล้ว และน่าจะสอดคล้องกันไม่น้อย9 พระองค์เล่าให้แต่ละคน ตามขนาดที่ใจเขารับไหว ไม่ใช่เพราะพระองค์หวงความจริง แต่เพราะความจริงเรื่องแผ่นดินพระเจ้ามันต้องค่อย ๆ เคี้ยว ค่อย ๆ ย่อย ใครเอาถ้วยใบใหญ่มา ก็รับกลับไปได้เต็ม ใครฟังผ่าน ๆ ก็ได้กลับไปนิดเดียว
แล้วมาระโกก็เติมประโยคที่ฟังดูขัดกันเองว่า พระองค์ไม่ตรัสกับพวกเขาโดยไม่ใช้อุปมาเลย แต่เมื่ออยู่ตามลำพังกับสาวกของพระองค์ ก็ทรงอธิบายขยายความ (ἐπέλυεν) ทุกสิ่งให้ฟัง📖 นี่คือหัวใจของเรื่องอุปมาทั้งหมด อุปมาไม่ใช่วิธีทำให้เรื่องง่ายลงเสมอไป มันเป็นเหมือนประตูที่เปิดให้คนที่อยากรู้จริง ๆ เดินเข้ามาใกล้ ๆ เพื่อถาม ส่วนคนที่ฟังแล้วไม่สนใจจะเดินหาต่อ ก็ได้ยินแค่นิทานเรื่องเมล็ดเรื่องนกแล้วก็ผ่านไป10 อุปมาจึงเปิดเผยกับคนที่เข้ามาใกล้ และปิดบังจากคนที่อยู่ห่าง ๆ ในเวลาเดียวกัน — ซึ่งเป็นภาพเดียวกับตะเกียงที่ซ่อนไว้เพื่อจะถูกเปิดเผย และถ้วยตวงที่ได้คืนตามที่ตวงไป
พอวางสี่เรื่องนี้ต่อกันเป็นโซ่เส้นเดียว ภาพก็ครบวง ดินสี่แบบบอกว่าใจแต่ละแบบตอบสนองต่อพระคำต่างกัน ตะเกียงกับถ้วยตวงบอกว่าแสงของพระเจ้าเสด็จมาเพื่อจะเปิดเผยไม่ใช่มาซ่อน และเรารับได้ลึกเท่าภาชนะใจที่เราแบกมา จากนั้นพระองค์ก็ต่อด้วยเมล็ดสองภาพ เมล็ดที่ชาวนาหว่านแล้วโตเองทั้งที่เขาหลับ ๆ ตื่น ๆ บอกว่าเมื่อพระคำลงดินไปแล้ว มันงอกและออกรวงด้วยพลังที่อยู่ในตัวมันเอง — ภาพที่น่าจะเล็งถึงฤทธิ์ของพระเจ้าซึ่งทำงานเงียบ ๆ ไม่ใช่แรงที่ชาวนาเค้นออกมา ส่วนเมล็ดมัสตาร์ดจิ๋ว ๆ ที่กลายเป็นพุ่มใหญ่จนนกมาพักได้ ก็บอกว่าแผ่นดินของพระเจ้าเริ่มจากสิ่งเล็กจนตาแทบมองไม่เห็น แต่จะโตขึ้นเป็นที่พักพิงของคนมากมาย และการปิดท้ายด้วยเหตุผลที่พระองค์สอนเป็นอุปมา ก็ร้อยกลับมาที่เดิม ว่าอุปมาเปิดเผยความจริงกับคนที่ยอมเดินเข้ามาใกล้เพื่อถามต่อ และผ่านหูคนที่ฟังแล้วเดินจากไปเฉย ๆ ทั้งช่วงจึงพูดเรื่องเดียวกัน คือแผ่นดินของพระเจ้าเติบโตด้วยฤทธิ์ของพระองค์เองจากจุดเริ่มที่เล็กจิ๋ว และมันจะกระจ่างกับคนที่เข้ามาใกล้พอที่จะถาม
แล้วมันเปลี่ยนอะไรกับผมวันนี้
อ่านจบตอนนี้ สิ่งที่ค่อย ๆ คลายปมในใจผมคือคำเดียวนั้น — automatē เมล็ดโตของมันเอง ที่ผ่านมาผมมักเผลอแบกความรับผิดชอบที่ไม่ใช่ของผมไว้บนบ่า คอยกังวลว่าทำไมพระคำที่ผมรับเข้าไปยังไม่เห็นเปลี่ยนอะไรสักที ทำไมคนที่ผมอธิษฐานเผื่อยังไม่ขยับ เหมือนชาวนาที่นั่งจ้องแปลงนาทั้งคืนเพราะกลัวเมล็ดจะไม่โต แต่ภาพนี้บอกผมตรง ๆ ว่าการเติบโตไม่เคยเป็นงานที่ผมเค้นออกมาได้ มันเป็นงานของพระเจ้าที่ทำอยู่เงียบ ๆ ในดินที่ผมมองไม่เห็น หน้าที่ผมมีแค่หว่านต่อไปและถึงเวลาก็เกี่ยว ส่วนช่วงกลางที่เมล็ดค่อย ๆ โตนั้น ผมวางใจฝากไว้กับพระองค์ได้ แล้วก็นอนหลับได้จริง ๆ
พอคิดแบบนี้ ความเล็กจิ๋วของสิ่งที่อยู่ตรงหน้าก็ไม่น่ากลัวอีกต่อไป เมล็ดพระคำเล็ก ๆ ที่วันนี้ยังไม่เห็นผล คำอธิษฐานสั้น ๆ ที่รู้สึกเหมือนไม่ถึงไหน ความเชื่อกระจ้อยร่อยที่ผมมี — ถ้ามันคือเมล็ดจริงที่ถูกหว่านลงดินแล้ว ฤทธิ์ที่อยู่ในนั้นก็จะทำงานของมันไปจนถึงวันเก็บเกี่ยว ผมจึงไม่ต้องรีบตัดสินว่าอะไรใหญ่พอจะมีค่า เพราะพระองค์ทรงเลือกเริ่มแผ่นดินของพระองค์จากสิ่งที่เล็กที่สุดเสมอ
และมีอีกอย่างที่ตอนนี้ฝากไว้กับผม คือพระองค์เล่าทั้งหมดเป็นอุปมา ที่เปิดกับคนที่เดินเข้ามาถาม และปิดกับคนที่ฟังผ่าน ๆ การอ่านตอนนี้สอนผมให้ระวังตัวด้วย ผมไม่ไปจับคู่ทุกตัวละครในเรื่องให้เป็นสัญลักษณ์ที่มาระโกไม่ได้เฉลย ไม่ลากสำนวน “เล็กที่สุด” ให้เป็นบทเรียนวิทยาศาสตร์ และเสียงสะท้อนจากพันธสัญญาเดิมที่ได้ยินราง ๆ ผมก็เก็บไว้เป็นนัยที่มีน้ำหนัก ไม่ฟันธงเกินกว่าที่ข้อความให้ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพราะอยากอ่านให้ปลอดภัยไว้ก่อน แต่เพราะผมอยากเป็นคนกลุ่มที่ยอมเดินเข้ามาใกล้เพื่อถามต่อ เช้านี้ท่ามกลางงานที่กองอยู่ ผมจึงเลือกมานั่งเคี้ยวพระคำช้า ๆ ก่อน แล้วปล่อยให้เมล็ดที่หว่านลงไปโตด้วยฤทธิ์ของพระองค์เอง
Footnotes
คำว่า automatē (αὐτομάτη) แปลว่า “โดยตัวมันเอง / โดยไม่ต้องมีใครกระทำ” ในพันธสัญญาใหม่ปรากฏเพียงสองครั้ง คือที่นี่ กับตอนที่ประตูคุกเปิดออก “เอง” ใน กิจการ 12:10 ↗ เป็นรากศัพท์ของคำอังกฤษ automatic — ดู BDAG หัวข้อ αὐτόματος↩︎
ลำดับ “ต้นอ่อน → รวง → เมล็ดเต็มรวง” (χόρτος → στάχυς → σῖτος) เน้นว่าการเติบโตค่อยเป็นค่อยไปตามจังหวะของมันเอง ไม่มีใครเร่งข้ามขั้นได้↩︎
ภาพ “ลงเคียวเพราะถึงฤดูเกี่ยว” สะท้อนถ้อยคำใน โยเอล 3:13 ที่พูดถึงวันพิพากษา/เก็บเกี่ยวของพระเจ้า (“จงเอาเคียวเกี่ยวเถิด เพราะถึงฤดูเกี่ยวแล้ว”) นักตีความหลายคนเห็นว่ามาระโกจงใจให้ผู้อ่านได้ยินเสียงสะท้อนนี้ แต่เพราะเป็นการพาดพิงโดยไม่อ้างตรง จึงถือเป็นนัยที่เป็นไปได้ ไม่ใช่ข้อสรุปที่ปิดตาย↩︎
อุปมาดินสี่แบบก่อนหน้านี้ พระเยซูทรงเฉลยความหมายทีละส่วน — ดู มาระโก 4:1-20 — แต่อุปมาเรื่องเมล็ดที่งอกโตเองนี้ (มีเฉพาะในพระกิตติคุณมาระโก) พระองค์ไม่ได้ทรงเฉลยไว้ การไม่จับคู่ตัวละครทุกตัวจึงเป็นการอ่านที่ระวังตัวกว่า↩︎
ในสำนวนของคนยิวสมัยนั้น เมล็ดมัสตาร์ดถูกใช้เป็นภาพแทนของปริมาณหรือขนาดที่เล็กที่สุดเท่าที่จะนึกถึงได้ พระเยซูจึงตรัสตามสำนวนที่ผู้ฟังคุ้นเคย ไม่ใช่การจัดอันดับเมล็ดตามหลักพฤกษศาสตร์↩︎
คำเดิมที่มาระโกใช้คือ lachanon (λάχανον) แปลว่า “ผักสวนครัว / พืชล้มลุกในสวน” ไม่ใช่ dendron (ต้นไม้ยืนต้น) — มาระโกบรรยายตามความจริงว่ามัสตาร์ดเป็นพืชสวนที่โตใหญ่ ราวสองถึงสามเมตร ไม่ได้เว่อร์เป็นต้นไม้มหึมา — ดู BDAG หัวข้อ λάχανον↩︎
ที่พระคัมภีร์ไทยฉบับเก่าแปลคำว่า sinapi (σίναπι) ว่า “เมล็ดผักกาด” ขณะที่ฉบับใหม่ทับศัพท์ว่า “เมล็ดมัสตาร์ด” ทั้งสองคำชี้ไปที่พืชตระกูลเดียวกัน คือสกุล Brassica ที่ภาษาไทยเรียกรวม ๆ ว่าตระกูล “ผักกาด” โดยเฉพาะผักกาดเขียว (Brassica juncea) ที่เราปลูกกินกันทุกวันนี้ เมล็ดของมันก็คือเมล็ดมัสตาร์ดที่ใช้ทำเครื่องเทศนั่นเอง การแปลว่า “ผักกาด” จึงไม่ใช่การแปลผิด แต่กลับตรงกับพืชจริงที่คนไทยคุ้นเคย↩︎
ภาพ “นกในอากาศมาอาศัยใต้ร่มกิ่ง” คล้ายกับภาพต้นไม้ใหญ่ที่แผ่ร่มให้บรรดานกในหนังสือผู้เผยพระวจนะ เช่น เอเสเคียล 17:23 และ 31:6 กับ ดาเนียล 4:12, 21 ซึ่งใช้ต้นไม้ใหญ่เป็นภาพของอาณาจักรที่ให้ผู้คนมากมายมาพักพิง หลายคนจึงเห็นว่ามาระโกให้ผู้อ่านได้ยินเสียงสะท้อนนี้↩︎
“เท่าที่พวกเขาจะรับฟังไหว” โยงตรงกลับไปที่หลักถ้วยตวงในตอนก่อน — ดู มาระโก 4:21-25 ↗ — ที่ว่าเราจะรับพระคำได้ลึกเท่าภาชนะ (ความตั้งใจ) ที่เราเอามารับ↩︎
ก่อนหน้านี้พระเยซูทรงอธิบายว่าความล้ำลึกของแผ่นดินพระเจ้าทรงประทานแก่สาวกที่อยู่ใกล้พระองค์ ส่วนคนภายนอกได้ยินเป็นอุปมา — ดู มาระโก 4:10-12 — อุปมาจึงทำหน้าที่ทั้งเปิดเผยกับผู้ที่เข้ามาถาม และปิดบังจากผู้ที่ไม่สนใจไปพร้อมกัน↩︎